จัดเก็บไว้ในประเภท 'ประสานมิตร'

27
ต.ค.
07

มหาวิทยาลัยวาทกรรมสีเขียว

เอามาแปะให้อ่านเล่น มองคิดเล่นว่า “จริง” ​หรือป่าว:

‘มศว’ตั้งเป้าเป็น’Green university’โดยจะส่งเนรมิตพื้นที่สีเขียวเชิงอนุรักษ์ในมหาวิทยาลัย และการเป็นแหล่งปลอดสารพิษจากการบริโภค

นายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่า ขณะนี้ทีมผู้บริหารของ มศว ได้ประชุมและต้องการสร้างให้ มศว เป็น Green University หรือมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สีเขียวของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความสวยงาม ระบบระเบียบและบรรยากาศที่น่าอยู่ภายในมหาวิทยาลัย และต้องการเห็น มศว ปลอดแอลกอฮอล์ บุหรี่ ผงชูรส สารกันบูดในอาหาร ยาชูกำลัง น้ำอัดลม หรือผักที่ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์ต่อร่างกายแทบทั้งสิ้น

การดำเนินการนั้นจะใช้วิธีการรณรงค์ให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยร่วมกันทำ อีกทั้งต้องใช้ระบบพัฒนาศักยภาพนิสิต ในกระบวนการเรียนการสอน อาจารย์ที่ปรึกษา ในส่วนของร้านค้าหรือร้านขายอาหารในมหาวิทยาลัยนั้น ในเบื้องต้นต้องใช้วิธีเชิญชวน และต้องเขียนเป็นสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ร้านค้าทุกร้านในมหาวิทยาลัยได้รู้ในนโยบาย Green University

ทั้งนี้ หวังไว้ว่า นิสิตที่มาอยู่ในบรรยากาศ Green University ที่กำลังจะดำเนินการในขณะนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปจะมีสำนึกในแนวคิด Green University อีกทั้งถือเป็นการช่วยรณรงค์โลกร้อน โลกสีเขียว และสำนึกต่อสภาพแวดล้อมจะตามมา แนวทาง Green University ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุก ๆ ฝ่ายในมหาวิทยาลัย และต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน เชื่อว่าผู้นำนิสิต องค์การนิสิต ไม่ว่าจะเป็นสภานิสิต สโมสรนิสิต ชมรมต่าง ๆ สามารถช่วยผลักดันให้ มศว เป็น Green University ได้อย่างมาก

คัดลอก: มศว.ตั้งเป้าเป็น ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’ จากมติชนออนไลน์

เจออีกสำนวน มีรายละเอียดแตกต่างที่น่าสนใจยิิ่ง:

ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมผู้บริหารทุกคนของมศวประชุมและต้องการสร้างให้ มศว เป็น Green University หรือมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สีเขียวของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความสวยงาม ระบบระเบียบและบรรยากาศที่น่าอยู่ภายในมหาวิทยาลัย และอีกประเด็นหนึ่งที่ได้ตั้งเป็นโจทย์เอาไว้ก็คือ อยากเห็น มศว ปลอดแอลกฮอล์ บุหรี่ ผงชูรส สารกันบูดในอาหาร ยาชูกำลัง น้ำอัดลม หรือผักที่ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์ต่อร่างกายแทบทั้งสิ้น

ศ.ดร.วิรุณ กล่าวว่า ในการดำเนินการนั้นคงต้องใช้วิธีการรณรงค์ให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยร่วมกันทำในเรื่องเหล่านี้ อีกทั้งต้องใช้ระบบพัฒนาศักยภาพนิสิต ในกระบวนการเรียนการสอน อาจารย์ที่ปรึกษา ในส่วนของร้านค้า หรือร้านขายอาหารในมหาวิทยาลัยนั้นในเบื้องต้นต้องใช้วิธีเชิญชวน และต้องเขียนเป็นสัญญาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ร้านค้าทุกร้านในมหาวิทยาลัยได้รู้ในนโยบาย Green University

“เราอยากเห็นประชาคม มศว ทุกคน มีวิถีการดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด หรือน้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร แทนการดื่มน้ำอัดลม ซึ่งเชื่อว่าคงต้องใช้เวลาและต้องค่อยๆ ทำ ทั้งนี้ต้องเรียกร้านค้าทุกร้านมาพูดคุยเพื่อฟังนโยบาย Green University ด้วย เราหวังไว้ว่า นิสิตที่มาอยู่ในบรรยากาศ Green University ที่กำลังจะดำเนินการในขณะนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปเขาจะมีสำนึกในสิ่งเหล่านี้ การทำแนวคิด Green University ซึ่งถือเป็นการช่วยรณรงค์โลกร้อน โลกสีเขียวและมีสำนึกต่อสภาพแวดล้อมจะตามมา ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกๆ ฝ่ายในมหาวิทยาลัย ทั้งคณาจารย์และนักศึกษา และต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน” ศ.ดร.วิรุณ กล่าว

ที่มา – ข่าวสด

คัดลอก: “มศว”ตั้งเป้าเป็น”มหาวิทยาลัยสีเขียว” จากข่าวใน U

21
ต.ค.
07

อธิการบดี มศว: ศิลปะต้องระวังการตีความ ศิลปินอย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง

ภาพเขียนภิกษุสันดานกาที่กำลังโด่งดัง ขณะนี้ศาลรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว รอผลพิพากษา เพื่อสรุปว่าศิลปินไทยจะวาดจะเขียนอะไรได้บ้าง ในฐานะอธิการบดี มศว เป็นครูสอนศิลปิน ได้ให้ความเห็นต่อสาธารณะ:

ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยเฉพาะผลงานด้านทัศนศิลป์ว่า การสร้างงานที่บอกความหมายด้วยภาพสามารถตีความได้กว้างและหลากหลาย ซึ่งบางครั้งการตีความก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวกับประเด็นของชาติ ศาสนา และการเมือง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของคน บางครั้งเจตนารมณ์ของผู้ทำงานศิลปะและผู้ตีความอาจจะมองคนละเรื่องกันได้ ดังนั้นแม้อาชีพศิลปินจะไม่มีการกำหนดจรรยาบรรณทางวิชาชีพไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่สิ่งที่คนทำงานศิลปะจำเป็นต้องมีก็คือสำนึก และความรับผิดชอบต่อสังคม

ศ.ดร.วิรุณ กล่าวต่อไปว่า งานศิลปะต้องใช้หลักคิดแห่งการตีความ โดยจะสร้างความคลุมเครือ ให้คนตีความได้หลากหลาย ดังนั้นศิลปินต้องระวังให้มาก เพราะเมื่อมีการตีความได้หลากหลายก็ต้องมีทั้งแง่บวก แง่ลบ มีความคิดที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สถาบันการศึกษาจึงต้องสอนหลักคิดเหล่านี้ให้นิสิต นักศึกษาที่เรียนศิลปะด้วย

“ผมไม่อยากให้ศิลปินเอาวิธีการคิดของตัวเองเป็นตัวตั้งมากเกินไป หากใช้ความคิดของตัวเองเป็นตัวตั้งมากและใช้ภาพเป็นสื่อในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมย่อมมีโอกาสไปกระทบคนอื่น ๆ ได้เสมอ แม้ว่าการแสดงงานศิลปะที่มีประเด็นและแสดงภาพที่ออกมาอย่างชัดเจนจะเป็นแนวทางของการแสดงงานศิลปะเพื่อชีวิตที่หวังจะนำศิลปะไปสร้างสิ่งถูกต้องดีงาม สร้างจริยธรรม ศีลธรรม แต่ก็ต้องระวังสิ่งที่แสดงออกไป นั่นก็คือไปกระทบความรู้สึกและความศรัทธา” ศ.ดร.วิรุณ กล่าว.

คัดลอกจาก พระไทยดอทเน็ต

จากความเห็นของครูอาจารย์ศิลปะระดับอธิการฯ น่าที่พระภิกษุและมวลชนฝ่ายคัดค้านควรเบิกความต่อศาล ให้ ดร.วิรุณ เป็นพยานในคดีนี้เสียเลย เพราะอีกฟากก็เป็นศิลปะจากศิลปากร ยกระดับให้วิวาทะเรื่องนี้ เป็นดีเบทวิชาการด้านศิลปะ ดีกว่าจะปล่อยเป็นแค่การชนะคะคานทางกฎหมาย

ประสานมิตร ปะทะ ศิลปากร มันหยด…

25
ก.ย.
07

แค่เอาราก ไปฝากไว้

มาแล้ว… คำชี้แจงการตัด (เอ๊ะ… มิใช่ซิ ขุดแล้วเอาไปเลี้ยงที่อื่น) ต้นไม้รอบสนามฟุตบอล เพราะกีดขวางการสร้างลานจอดรถใต้ดิน ปรากฎในหน้าเกือบท้ายเล่มของ “บอกเล่าเก้าสิบ” ฉบับ 10 กันยายน 2550 คงอ่านรายละเอียดตรงกันว่า ไม่ได้ตัดนะ… นี่คือรากยุคโพสโมเดิร์น ไม่ต้องยึดกับที่ตายตัว ย้ายไปย้ายมาได้ เอาไปปลูํกที่โน้นสามสี่ปี แล้วก็กระทำการแบบเดียวกันนี่แหละ ขุดล้อมตัดกิ่งก้านเป็นคำรบสอง แล้วยกกลับมาใหม่

น่าสนใจว่า หากชี้แจงอย่างนี้ก็น่าอนุมานว่า ตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นไม้สมควรจะอยู่ตำแหน่งเดิม? แต่เท่าที่เดินดูไม่เห็นมีการมาร์คเครื่องหมายใดที่ลำต้นทั้งสิ้น อ้าว… อย่างนี้ขนไปที่โน้น 30 ต้น แต่ขนกลับมาแค่ 10 ต้น ก็ถือว่าทำถูกต้องตรงตามคำชี้แจงนี้แล้ว

ไม่กลัวว่ามันจะล้มหายตายจากไปบ้างหรือ ถ้าเป็นจริง คงมีการตั้งงบซื้อจากจตุจักรเอาปักแทน แบบสร้างสนามกอล์ฟ มันแต่รอเลี้ยงใหม่ให้โตทำไมกัน เสียเวลา… ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน :)

สังเกตให้ดีว่า เป็นเพียงคำชี้แจงจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นคำชี้แจง “ทางตรง” จากปากผู้บริหาร ไม่มีลักษณะ “ทางการ” อ้างอิงมติที่ประชุมผู้บริหาร ว่ามีขั้นตอนหรือจะจัดการอย่างไร กับไอ้พวกต้นไม้ที่เกะกะขวางทางการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ หรือที่ว่าเมื่อสร้างลานจอดรถเสร็จแล้ว ผิวหน้าด้านบนจะเป็นสนามหญ้าเช่นเดิม ก็ยังสงสัยว่า “สนามหญ้า” มันมีหลายแบบ หญ้าจริงหรือหญ้าเทียม? ฉะนั้น คำชี้แจงที่ปรากฎจึงไม่ผูกมัดผู้บริหารแต่อย่างใด

ประสบการณ์ทางการเมือง สอนให้เราตระหนักว่า อย่าไว้ใจคนมีอำนาจเด็ดขาด

15
ก.ย.
07

เล่นกับไฟ

บริเวณปากประตูใหญ่เข้า-ออกประสานมิตร เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ พื้นที่บริเวณนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางยาวขนานกำแพงสถาบันกับถนน ส่วนหนึ่งสร้างเป็นพลับพลาปูนตั้งพระพุทธรูป ส่วนที่เหลือเป็นลานโล่งปูอิฐบ้าง เป็นพื้นหญ้าบ้าง ตามขอบรูปสี้เหลี่ยมปลูกต้นไม้รายรอบทั้งสี่ด้าน สร้างสเปซใช้งานตรงกลาง ทุกครั้งที่เดินผ่านยังมองอยู่ว่า เป็นสวนที่ดูร่มรื่นไม่น้อย แม้จะอยู่ติดถนนก็ตาม น่าจะจัดงานอีเว้นท์เล็ก ๆ แบบปัญญาชนได้ เช่น เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์สักคน หรืออาจตั้งซุ้มขายกาแฟ พร้อมจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เป็นที่ทำงานของนักศึกษา แต่สุดท้ายก็ได้แค่ฝัน เพราะปัจจุบันได้กลายเป็น บูธขายตั๋ว ไปแล้ว (บางคนคิดว่ารถใต้ดินจะมาจอดตรงนี้ ไม่รู้ว่าสายสีอะไรเนอะ) :)

ทำให้นึกเปรียบเทียบปากทางเข้าสยามสแกวร์เร้ยยย… ถ้านำไฟจราจรและไม้กั้นรถมาตั้งไว้ ก็จะกลายเป็นบูธสำหรับเกิดเงินค่าธรรมเนียมจอดรถ อย่างเป็นระบบระเบียบ อีกไม่นานประสานมิตรจะสามารถรองรับรถยนต์ส่วนบุคคลได้ถึง 800 คันทีเดียว ถือเป็นการลงทุนคุ้มค่าเพื่อพัฒนาการศึกษาระดับชาติทีเดียว ไม่ต่างจากวัดในกรุงเทพฯ เวลานี้ ที่ไล่ที่รื้อสลัมเอาที่ดินวัดคืน มาสร้างที่จอดรถเพื่อหารายได้บำรุงศาสนสถาน

แต่ที่น่าสงสัย ตรงเบื้องบนหลังคาอลูมินั่มทีเห็นเป็นสายสีเหลืองวิ่งผ่านสามเส้น นั่นคือสายไฟฟ้าแรงสูง ถึงแม้จะเป็นสายแบบมีฉนวนหุ้ม แต่ทางมหาวิทยาลัยยังเอาฉนวนหุ้มทับอีกชั้น ส่วนที่เป็นสีเหลืองนั่นแล…

ถามหน่อยว่า ถ้าคุณคิดจะสร้างบ้านจะเลือกทำเลใต้สายไฟฟ้าแรงสูงไหม? ลองนึกว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันสายไฟเกิดขาด ต้องร่วงลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก… ยิ่งช่วงนี้ไว้ใจสภาพธรรมชาติไม่ค่อยได้เสียด้วย เดียวก็แผ่นดินไหว เดียวต้องระวังนั้นนี่ เอาแค่ฝนตกหนักฟ้าคะนองแลบแปร๊บ ไม่ถึงกับต้องขาดหรอกแค่หย่อนลงมาก็หนาวแล้ว เพ่งให้ดีจะตกใจว่าหลังคาบูธน่าจะห่างจากสายไฟไม่หย่อนไม่เกินหนึ่งฟุตสักเท่าไหร่

ความพยายามอันน่าชื่นชมของมหา’ลัย ที่นำฉนวนไปหุ้มเพื่อความปลอดภัยน่าชื่นชมยิ่ง แต่กลับทำให้ตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยไปพร้อมกันด้วย ฉนวนที่มีอยู่เดิมไม่น่าจะปลอดภัยต้องเสริมเพิ่ม แต่ต้องมีคำถามประสาคนไม่รู้ ไม่ได้เกิดมาเป็นวิศวกรว่า แล้วต้องหุุ้มกี่ชั้นถึงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ้็นต์? หุ้มแค่สีเหลืองตามที่เห็นปลอดภัยเพียงพอแล้วหรือ?

แล้วอาจคิดอุตริไปไหลว่า สายไฟนี้เป็นของใคร? มีกฎหมายคุ้มครองไหม? การเอาอุปกรณ์อื่นติดตั้งเพิ่มคงต้องขออนุญาตเจ้าของเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? อย่าบอกนะว่าสถาบันเป็นเจ้าของสายไฟแรงสูงทั้งสามเส้นนี้…

ด้วยสามัญสำนึกแห่งความรักตัวกลัวตายย่อมไม่มีใครอยากปลูกบ้านใต้สายไฟฟ้าแรงสูง จึงน่าจะมีกระบวนการแปรสัญชาติญาณนี้เป็นกฎเกณฑ์เพื่อกันภัยไว้ก่อน ไม่ว่าจะในระดับกฎหมายหรือระดับเทศบัญญัติ

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เรียนโรงเรียนวัดครูมักสอนและยังมีโปสเตอร์แปะประกาศว่า อย่าชักว่าวใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง แต่ตรงนี้ไม่ใช่เด็กชักว่าว เป็นผู้ใหญ่สร้างบ้านทั้งหลัง และต้องมีคนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างในนั้นด้วย

tags: ไฟฟ้าแรงสูง | ประสานมิตร

08
ก.ย.
07

พรมลายดอกบนสนามบอล

ภาพทั้งหมดเพิ่งบันทึกช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา (ราวเมษายน) ต้นไม้รอบสนามฟุตบอลงามตาอย่าบอกใครเชียว เมื่อนั้นยังไม่ทราบถึงเมกะโปรเจ็กต์ โชคดีจริงที่วันนั้นพกกล้องติดกระเป๋าไปด้วย เลยกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว

นี่หละเสน่ห์หน้าร้อน ทั้งต้นชมพูพันทิพย์และต้นคูณแข่งกันบาน โชว์สีสด ลมพัดกราวพาดอกพรูปูเป็นพรม แซมใบหญ้าขอบสนามฟุตบอล ใครได้เห็นจังหวะดอกชมพูพันทิพย์ร่วงเป็นสายงดงาม ประหนึ่งม่านน้ำตก เห็นสาวกลุ่มหนึ่งไปยืนใต้ต้น อาศัยม่านดอกชมพูเป็นฉากถ่ายรูป ถ่ายแล้วถ่ายอีก เจ้าดอกไม้ก็ยังไหลไม่รู้จักหยุด เหมือนไม่กลัวว่าจะหมดต้น

ใครไม่เคยเห็น… กำลังอิจฉาคนเคยเห็นอยู่ใช่ไหม… :)

 

08
ก.ย.
07

มารยาท “ประสามิตร”​ ในหอสมุด “ประสานมิตร”

บรรณารักษ์ท่านหนึ่งเปิดประเด็นว่าด้วยมารยาทในการใช้ห้องสมุดไว้น่าสนใจ เชิญคลิ๊ก เชื้อเชิญให้เราต้องหันกลับมาดูตัวเอง ในหอสมุดกลางประสานมิตร มีหลายสิ่งที่น่าหยิบยกขึ้นอภิปรายท้วงติง เพราะสิ่งที่เข้าใจว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” อาจจะใช้ได้แต่เฉพาะหอสมุดที่ประสานมิตรเท่านั้น หากเกิดขึ้นที่อื่นเขาอาจเชิญพวกคุณ… ออก…

(และขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่กำลังจะบรรยายต่อไปนี้ เป็น subjective ของผู้เขียนเพียงผู้เดียว ไม่อาจอ้างเป็นความถูกต้องได้ และพร้อมจะรับฟังความเห็นโต้แย้งในทุกกรณี)

จากประสบการณ์ในหอสมุดของมหาวิิทยาลัยใหญ่ ๆ เชื่อว่า ไม่มีที่ไหนจะหนวกหูเท่าที่ประสานมิตร ลองซาวด์เช็คดูแล้ว ปรากฎว่าไม่พบความต่างเชิงสาระระหว่างหอสมุดกับเบเกอรี่ใต้ตึกไข่ดาว แค่ปรับวอลลุ่มให้ดังสักนิด นั่นหละ…​ เบเกอรี่ดี ๆ นี่เอง แม้จะค่อยกว่า แต่อย่าลืมว่าในห้องสมุดคือพื้นที่ที่เรียกร้องความเงียบเป็นพิเศษ

คุณจะพบเห็นอะไรบ้างในห้องสมุดประสานมิตร

งานกลุ่ม – นักศึกษาไม่ว่าดีกรีไหนไม่เกรงใจที่จะใช้เป็นที่ทำงานกลุ่ม นึกออกใช่ไหนว่างานกลุ่มเขาทำกันอย่างไร และใช้ระดับเสียงแค่ไหน สักวันหนึ่ง โน้ตบุ๊คคงไม่พอกำลัง อาจมีใครยกพริ้นเตอร์ขึ้นไปปริ้นงานกันจะจะ

ติวหนังสือ – แน่นอนว่าติวกับเป็นหมู่คณะ แล้วบรรยากาศการติวหนังสือระหว่างหมู่สหาย เป็นกิจกรรมบันเทิงแค่ไหน แล้วก็มีบ้างที่นักศึกษาป.ตรี รับจ๊อบสอนหนังสือเด็กสาธิตบ้าง ก็พึ่งพาห้องสมุดเป็นห้องเรียน

จริงอยู่ว่ามีห้องทำงานกลุ่มเตรียมไว้เฉพาะ แต่ก็น้อยนิดเดียว แถมยังกักเก็บเสียงหัวเราะเฮฮาเอาไว้ไม่อยู่เสียด้วย ทำให้บรรดาหมู่ชนผู้ใช้เสียงส่วนใหญ่กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด เด็กป.ตรี ดีหน่อย พอข้าพเจ้าถลึงตาใส่ก็รู้สึกสำนึกตัว แต่เจ้าพวกป.โท จำพวกเอ็มบีเอเนี่ยะหละมั้ง ไม่ยักรู้สึกรู้สา แน่นอนว่ากิจกรรมทั้งสองเกี่ยวกับการเรียนและความรู้ ทว่า ห้องสมุดมีเพื่อค้นคว้าหาความรู้เฉพาะตัว เป็นสถานที่ที่สมควรเคารพความเป็นปัจเจกซึ่งกันและกัน

ห้องสมุดมีวินัยไม่ต่างจากคุกหรือค่ายทหาร ต่างแต่ว่าไม่มีใครบังคับให้คุณต้องเข้าห้องสมุด เป็นเสรีภาพของบุคคลที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น ย่อมต้องเคารพระเบียบวินัย ซึ่งเป็นระเบียบวินัยที่อ้างอิงจากปรัชญาของห้องสมุดเอง

ทราบมาว่าที่หอสมุดกลางของจุฬาฯ ถ้าบรรณารักษ์เห็นนักศึกษาคนไหนใช้ห้องสมุดเป็นที่สอนหนังสือเด็กนักเรียน จะถูกเชิญออกทันที เพราะเขาสงวนที่ไว้สำหรับคนที่ต้องการศึกษาค้นคว้าจริง ๆ รู้จักหารายได้พิเศษไม่ต้องพึ่งเงินบุพการีเป็นเรื่องน่าชมเชย แต่สมควรทำที่อื่นไม่ใช่ในห้องสมุดสาธารณะ

ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกวันนี้ ห้องสมุดทุกแห่งโอนอ่อนตามยุคสมัย จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นโชว์รูมโน้ตบุ๊ค ใครจะหาปลั๊กไฟเสียบ มีบริการแน่นอนในห้องสมุด ไม่แปลกหรอกกับเสียงเปิด-ปิดเครื่องหรือวินโดว์ แต่ที่ข้าพเจ้าพบครั้งหนึ่ง คนคนนั้นเกิดอะไรไม่ทราบ เครื่องของเขาส่งเสียง “เคล้ง” “เคล้ง” “เคล้ง” หลายสิบรอบ กินเวลาร่วมชั่วโมง คงคิดว่าไอ้เสียงเตือน error ของวินโดว์มันไพเราะเสียเต็มประดา พระเจ้าช่วย… ช่วยปิดเสียงมันหน่อยได้ไหมว่ะ… โชคดีที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เลยได้แต่หอบข้าวของย้ายที่หนีไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจริง… คงมีเรื่อง…

แต่จะว่าไปแล้ว การกล่าวหาแต่นักศึกษาฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก ทำไมกิจกรรมอันไม่สมควรถึงไปอยู่ในห้องสมุดได้?

ก็เพราะว่าไม่มีที่ทางสำหรับเรื่องพวกนี้ ไม่รู้ว่ามหา’ลัยนี้มันเป็นบ้าอะไรกัน ตกเย็นเสร็จสิ้นคาบเรียนก็ปิดห้องปิดตึกลั่นกุญแจ นักศึกษาจะไปหาโต๊ะหาเก้าอี้ที่ไหน มหา’ลัยนี้ลงทุนก่อสร้างมากมาย แต่แค่จัดหาโต๊ะเก้าอี้ที่ทำงาน… ขอโทษเหอะ สิบกว่าปีที่ผ่านมามีเท่าไหร่ก็เท่านั้น แถมไอ้ที่มีอยู่น้อยนิดก็มืดสนิทไม่มีไฟฟ้า

ที่น่าเวทนาอย่างเห็นได้ชัดก็พวกเด็กศิลปกรรม มีที่ทำงานโก้หรูเป็นพลาซ่าทีเดียว แต่โทษเหอะ… ตกเย็นก็ปิดประตูลงกลอน นักเรียนศิลปะต้องการพื้นที่ทำงานมากกว่าสาขาอื่นไม่ใช่หรือ… กลับต้องเร่ร่อนหอบงานมานั่งทำหน้าห้องสมุดที่เข้าใจดีเปิดไฟสว่าง แต่ก็ไม่พอ เห็นเด็กหลายคนก็หอบกระดานรองเขียน กระดาษ สี มานั่งระบาย นั่งตัดปะ กันเป็นกลุ่มในห้องสมุด กลัวว่าคณะตัวเองจะสกปรก เลยปล่อยให้เด็กมาทำสกปรกข้างนอก ฉลาดจัง…

พอตกเย็น ก็เหมือนกับว่าย่อมหาวิทยาลัยทั้งหมดมายัดไส่ไว้ในตึกหกชั้น แล้วมันจะไม่หนวกหูได้อย่างไรกัน

ข้าพเจ้าคิดว่าหอสมุดประสานมิตรรับภาระหน้าที่หนักเกินความจำเป็น ฟังก์ชั่นอันเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานตอบสนองวิถีวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยก้นซอยแห่งนี้

tags: ห้องสมุด | มารยาท | การใช้ห้องสมุด

05
ก.ย.
07

บอกลาด้วยภาพและคำ

อำลาต้นไม้รอบสนามฟุตบอลประสานมิตร ด้วยภาพมุมกว้างฝีมือคุณ Siripen เจ้าของบลอก บนโลกใบหนึ่ง มันก็ยังมีโลกอีกใบ ยังมีภาพประทับใจในอัลบัมของเธออีกหลายภาพ เชิญชมได้ ขอบอกว่าฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว เข้าใจเฟ้นหามุมมองมาถ่ายทอด เอาดีทางงานภาพแลนด์สเคปได้สบาย

แต่ความประทับใจหาใช่แค่นั้น คำอำลาอาลัยของเธอสะท้อนอารมณ์รู้สึก จับใจไม่แพ้ภาพ ขออนุญาตคัดมาประกาศ ณ ที่นี้:

ถ่ายไว้เมื่อปี ‘49 มุมสวยๆ ที่เคยเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ แต่ตอนนี้ต้นไม้สวยๆ บรรยากาศดีๆ ไม่มีอีกแล้ว เพราะมันโดนตัดเคลื่อนย้ายไปที่อื่นแล้ว น่าเสียดายจัง มีต้นไม้เยอะๆ มันก็ดีอยู่เเล้วนะ แต่เพื่อความเจริญทางวัตถุและสิ่งอำนวยความสะดวก จึงต้องเสียต้นไม้ใจดีที่เราเคยอาศัยร่มเงาของเค้าไป จริงๆ แล้วพื้นที่ใกล้สนามบอลเป็นที่พักผ่อนไม่เฉพาะคนใน มศว เท่านั้น ยังมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในละเเวกนี้เข้ามานั่งเล่นเป็นครอบครัว มีน้องหมาน่ารักๆ มาออกกำลังกาย ผู้คนมากมายที่รักสุขภาพวิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ โดยไม่ต้องเสียเงินให้พวกกิจการฟิตเน็ต (เราเลยต้องไปเสียตังค์เข้าฟิตเนสเลย…แป๋ววว..) คิดถึงบรรยากาศดีๆ เดิมๆ จังเห็นเเล้วเราก็พลอยอดหดหู่ใจไม่ได้…. ต้นไม้กูอยู่ไซ !!!….(ไม่ใช่ช้างกูอยู่ไหนน๊ะ..555)

บางตอนที่ Siripen บันทึก ทำให้ฉุกย้อนไปกว่า 15 ปี นับแต่เรายังละอ่อนปีหนึ่ง เห็นคุณน้าหญิงอินเดียสี่ซ้าห้าคน ไม่ต้องสวมชุดวอร์มเสื้อกีฬาหรู พวกเธอสวมห่มชุดประจำชาติสาหรี่ (ใช่ป่าวว่ะ) สวมรองเท้าผ้าใบทะมัดทแมง เดินออกกำลังรอบสนามฟุตบอล เหยียบย่ำพื้นดินแผ่นหญ้าวันละเป็นสิบเป็นร้อยรอบ สิบกว่าปีผ่านไป หน้าตาพวกเธอยังพิมพ์เดิมไม่เปลี่ยน ไม่รู้สึกว่าแก่วัยขึ้นแต่อย่างใด มาวันนี้ กลับต้องเดินย่ำบนพื้นปูน

ใช่แล้ว “ความเจริญทางวัตถุและสิ่งอำนวยความสะดวก”

ไม่มีอีกแล้ว… ไม่มี… :(

04
ก.ย.
07

โหยหาธรรมชาติ

ในขณะที่คนงานกำลังริดใบตัดกิ่ง ต้นไม้รอบสนามฟุตบอลประสานมิตร แล้วขุดยกไปที่อื่น เพื่อเปิดงานก่อสร้างลานจอดรถใต้ดินอันอัครฐาน หรือพูดให้ง่ายว่า “ตัดทิ้ง” จากที่ที่มันเคยยืนต้นอยู่ชั่วชีวิต น้องนักศึกษากลุ่มหนึ่ง คงสังกัดชุมนุมอนุรักษ์ฯ ของมหาวิทยาลัย กำลังจัดงานรำลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร อย่างขมักเขม้น ณ ลานหน้าหอสมุด แบบว่า… คงเป็นห่วงโลกร้อน

เราโหยหาบางสิ่งที่ไกลตัวเกินไปหรือเปล่า? หันมาหมกหมุ่นกับสิ่งรอบตัวบ้างจะดีกว่าไหม?

…จบข่าว และ …จบเห่

tags: สืบ นาคะเสถียร | ชมรมอนุรักษ์ | กิจกรรมนักศึกษา

01
ก.ย.
07

ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี…

ค้นเจอโดยบังเอิญ… ทำให้เห็นสายตาของคนนอกที่มอง มศว.ประสานมิตร ว่างดงามแค่ไหน

เขาตั้งชื่อสุดแสนจะบาดใจในยามนี้ว่า “วิวสวย ๆ ที่ มศว. ประสานมิตร” :( เชิญคลิ๊กลิงก์ตามไปดูได้

http://www.mdcu47.net/question.asp?gid=382

เข้าใจว่าภาพชุดนี้ถูกบันทึกตอนหน้าร้อนพอดี ต้นชมพูพันทิพย์ถึงได้แตกช่อสะพรั่ง

หน้าร้อนแม้จะร้อน แต่ลมร้อนก็ช่วยพัดกิ่งก้านให้ไกวไสว ดอกไม้สีสันจัดจ้านโยกส่ายยั่วตามนุษย์
จากนั้นก็ร่วงพรูปูเป็นพรมดอกไม้บนพื้นดิน รวมทั้งพื้นสนามหญ้าแห่งประสานมิตรด้วย

แต่ต่อไปนี้ ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี…

27
ส.ค.
07

พลีชีพเพื่อการศึกษา

ขณะนี้ ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก้นซอยสุขุมวิท 23 กำลังมีโปรเจ็กค์ช้าง ก่อสร้างลานจอดรถยนต์ใต้ดินใต้สนามฟุตบอลเขียวขจี เริ่มงานแรกด้วยการกำจัดไม้ยืนต้นรายรอบสี่ด้านของสนาม ตัดมันทิ้งจนเตียนเหี้ยน แล้วเปิดหน้าดินของสนามหญ้าเพื่อตั้งไซต์งาน

ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นไม้ทั้งหมดมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จะเกิดขึ้นพร้อมกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่าน่าจะมีอายุพอ ๆ กับสนามฟุตบอลที่พวกมันยืนโอบล้อม หากพฤติการณ์เช่นนี้ ย้ายไปเกิดที่อื่น เช่น ธรรมศาสตร์ เรื่องคงจะใหญ่โตเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ระดับมติชนทีเดียว แต่นี่คือประสานมิตร มีวัฒนธรรมและจิตสำนึกของประชาคมที่แตกต่าง

ประสานมิตรเป็นวิทยาเขตที่ในทำเลทอง ตีราคาเป็นเม็ดเงินมหาศาล ฉะนั้น เมื่อมีที่ดินอยู่ในครอบครองก็ไม่ควรจะปล่อยให้รกร้างหญ้าขึ้น แม้จะมีสนามฟุตบอลแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ทีมฟุตบอลไทยไปบอลโลกได้เสียที จึงสมควรนำมา “พัฒนา” สร้างให้เกิดการใช้สอยเพื่อเพิ่มมูลค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อสภาพที่ดินถูกบีบ ไม่สามารถขยายตามแนวรายได้ ก็ต้องอาศัยทางแนวดิ่ง ไม่สูงขึ้นไปบนฟ้า ก็ต้องลึกลงไปในดิน

ณ ที่แห่งนี้เป็นสถานศึกษาชั้นสูงของสยามประเทศ ย่อมถือหลักปรัชญาสมัยใหม่ให้ “นักเรียนนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง” ที่จอดรถทั้งหมด ย่อมต้องสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาเป็นหลัก การที่นักศึกษาต้องกระหืดกระหอบขึ้นห้องเรียนสาย อ้างว่า “จารย์ขา หนูวนหาที่จอดรถหลายรอบ มหาลัยเรามันก็มีที่แค่เนี่ยะ” ย่อมถือเป็นความเสียหน้าของผู้บริหารสถาบัน ที่ไม่สามารถ “ให้บริการทางการศึกษา” แค่เด็กที่จ่ายเงินค่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น คาร์ปาร์คใต้ดินจึงต้องเกิดเพื่อสนองการศึกษา และสนับสนุนให้เด็กใช้เวลาที่เสียเปล่าจากการขับรถวนหาที่จอด ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการอื่น ๆ จัดเป็นนโยบายลุ่มลึกหลายชั้น

ป้ายข้างบนปักกลางสนามฟุตบอลมาหลายเดือน คนผ่านไปมาทราบถึงโครงการนี้โดยไม่มีการคัดค้าน หากพิจารณาข้อความเน้นแจ้งให้เห็นถึงสิ่งที่ “จะได้” ที่จอดรถตั้ง 400 คัน ไม่ได้บอกเลยว่า “จะเสีย” อะไรบ้าง เพราะเป็นธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา” มันต้องมีทั้งได้ทั้งเสีย แบบทายเหรียญเล่นปั่นแปะ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าต้องเสียต้นไม้ยืนต้นที่อาจมีอายุราวคราวพ่อแม่ของนักศึกษาปริญญาตรีปัจจุบัน โชคดีที่ผืนดินที่ปักป้ายนี้มิใช่ธรรมศาสตร์ แต่เป็นประสานมิตร ไม่งั้นผู้บริหาร โดน…

แต่ก็อาจถูกแย้งว่า นี่หาเรื่องนี่หว่า… เห็นโทนโท่แล้วว่าเขากำลังขุุด ไม่ได้ตัด ขุดเอาไปปลูกที่อื่นต่างหาก ต้นไม้ยังอยู่ไม่ได้ถูกแปรสภาพเป็นถ่านหุงข้าวสักหน่อย ก็ไม่เถียง… แต่ไม่ว่าจะตัด-ขุด-ถอน-ทึ้ง หรืออะไรก็ตาม เจตนาจะกำจัดต้นไม้รอบสนามฟุตบอลออกไป รากอันฝังลึกชอนไชในเนื้อดิน คืออุปสรรคกีดขวางการศึกษา อย่าลืมซิว่า ต้องสร้างที่จอดรถเพื่อตอบสนองการศึกษา

ถ้าได้ยินอาจารย์มศว. คนไหนให้สัมภาษณ์ด่าวัยรุ่นยุคนี้ ว่าเป็นพวกเหลวไหล คลั่งทุนนิยม สวาปามบริโภค ตามก้นฝรั่งเจแปนโคเรีย เด็กไทยกำลัง “ไร้ราก” แล้ว ขอให้สวนกลับทันทีเลยว่า เดี่ยวนี้เทคนิควิทยาการทันสมัย รากที่จารย์เชื่อ ว่าต้องฝังลึกติดกับพื้นดินย้ายไปไหนไม่ได้ เป็นเรื่องเชยล้าสมัยเสียแล้ว ดูต้นไม้ที่ประสานมิตรซิ ย้ายรากไปปลูกต่างจังหวัดยังได้เลย โห… คิดอะไรเชยซะไม่มี

หวังว้าต้นไม้พวกนี้ ย้ายไปหาดินใหม่น้ำใหม่จะอยู่รอดเติบโตครบถ้วนทุกต้น ไม่ตายนะ

แล้วเห็นอีกบ้างไหม เขาติดประกาศไว้ว่าอย่ามาจอดใกล้ ๆ นะ เดี๋ยวรถจะเสียหาย แต่รอบสนามฟุตบอลก็ยังมีรถจอดเรียงเป็นระเบียบสวยงาม แสดงว่า “ความต้องที่จอดรถ” มีมากกว่า “ความต้องการให้รถปลอดภัย” แล้วจะไม่ให้พัฒนาได้อย่างไร เมื่อดีมานด์เสนอ ซัพพลายต้องสนอง

ปรากฎการณ์ที่เกิดภายในรั้วประสานมิตรซึ่งเป็นพื้นที่เล็กจ้อยเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ช่วยบอกความจริงในระดับใหญ่กว่าได้เป็นอย่างดียิ่ง จากเดิมที่คนในสถาบันต้องทนทุกข์จากระบบจราจรในมหานครที่ติดเช้าติดเย็น หากบ้านอยู่นนท์จะมาเรียนเก้าโมง สมควรจะออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า เป็นต้น เมื่อเกิดระบบขนส่งมวลชนทันสมัยไม่ว่ารถไฟลอยฟ้าหรือใต้ดิน พาดผ่านใกล้ ๆ แต่เดินไม่กี่ก้าวก็เข้าประตูขึ้นห้องเรียนแล้ว ย่อมเป็นทีอิจฉาแก่เด็กนักเรียนที่อื่นอย่างมาก (อ้างจากเว็บเด็กดี ที่เขาบรรยายการเดินทางมาที่ประสานมิตรว่า ”การเดินทางสะดวกมาก มีทั้งรถไฟฟ้า  ใต้ดินและบีทีเอสขนาบทั้งข้างหน้าและด้านข้างของมศว”- เชิญคลิ๊ก)

แต่การลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเส้นสีฟ้า สีม่วง สีแสด เส้นทอง ฯลฯ จะอีกสักกี่สาย ก็หาได้ทำให้บริษัทโตโยต้า ฮอนด้า มิตซู นอนก่ายหน้าผาก วิตกว่ายอดจำหน่ายตัวเองจะลดลง การสร้างรถขนส่งมวลชนจึงเป็นการแก้ปัญหาในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น ช่วยเยียวยาหัวจิดหัวใจของบางคน ที่แต่เดิม “เมื่อไหร่จะถึงเสียที” “ติดอยู่นั่นแหละ” “เดี๋ยวไปสอบไม่ทัน” เท่านั้น มิได้มุ่งแก้ระบบการจราจรของมหานครแต่ประการใด

ความกระหายต้องการที่จอดรถของประสานมิตร บังเกิดขึ้นภายหลังรถไฟลอยฟ้าและใต้ดินทั้งสองสายเปิดใช้บริการ ย่อมแสดงว่า ไอ้รถทั้งสองขบวนมิได้ช่วยเยียวยาความแออัดคับคั่งของระบบจราจรในประสานมิตรเลย และเมื่อลานจอดรถ 800 คัน สำเร็จแล้ว สักพักก็เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาอีกว่า “ที่จอดรถไม่พอ”

ต้นไม้พวกนี้ก็โดนตัดไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปหาตัดตรงไหนได้อีก อ้อ… ลานระหว่างหอประชุมกับโรงเรียนสาธิตฯ นั่นไง… โปรดจับตา :)

ไม่รู้ว่าต้นไม้เหล่านี้ จะได้รับเกียรติสร้างอนุสาวรีย์เพื่อให้ระลึกถึงคุณูปการ เช่น ม.ล.ปิ่น และ ดร.สาโรช หรือเปล่าหนอ

tags: ลานจอดรถใต้ดิน | มศว ประสานมิตร | ต้นไม้ | สนามฟุตบอล




 

กรกฎาคม 2009
พฤ อา
« ต.ค.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Blog Stats

  • 5,585 hits