กรุสำหรับ กันยายน, 2007

27
ก.ย.
07

ร่วมใจกันเพื่อเพื่อน

จันทร์ 1 ตุลาคม ศกนี้ ช่วยบริจาคเลือดเพื่อเพื่อนของเราด้วย ที่ใต้คณะศิลปกรรม กรุณาแต่งกายให้เรียบร้อยด้วย อย่าใส่เสื้อยืดหรือสวมรองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะว่ากันว่า คุณยามคุมเข้มห้ามเด็ดขาด จะไม่ยอมปล่อยให้เข้าตึกได้เลย

รายละเอียดของเพื่อนคนนี้จากวารสารประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย:

จากโปสเตอร์หน้าห้องสมุด:

จากแผ่นปลิวที่ไหนสักแห่ง:

รายละเอียดจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับตัวเธอและอาการ:

นางสาวฐิติพร ธนะสุนทรกูร
นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกออกแบบแฟชั่น

ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากป่วยเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียตั้งแต่แรกเกิด และต่อมาได้ตรวจพบอีกโรคหนึ่ง คือ pyruvate kinase deficency (ตัวย่อยเม็ดเลือดผิดปกติ) ซึ่งในโรคที่ 2 นี้ ขณะที่ตรวจพบเพิ่งเป็นรายที่ 3 ของประเทศไทย และยังไม่มีทางรักษา จึงได้รักษาแบบโรคธาลัสซีเมียไปก่อน โดยการรักษาจะต้องได้รับเลือดเดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 2-3 ถุง ค่าเลือดถุงละประมาณ 1,200 บาท รวมกับค่าเตีย ค่าเจาะเลือด ค่าบริการทางการแพทย์ ทั้งหมดประมาณ 4,000 บาท นอกจากนี้ยังมียาขับธาติเหล็กที่ต้องฉีดทุกวัน วันละ 3-4 ขวด ค่ายาขวดละ 200 บาท ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะเบิกไม่ได้ จึงได้จ่ายเงินรักษากับทางศิริรราชมาโดยตลอด และให้ทาง รพ.ศิริราชเข้าไปรับเลือดที่ที่ทำงานของมารดา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเลือด จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มารดาลาออกจากงานเนื่องจากสุขภาพไม่ดี จึงไม่มีที่ให้ทางโรงพยาบาลไปรับเลือดอีก จนเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะได้สิทธิ 30 บาท จากโรงพยาบาลกลัวยน้ำไท ซึ่งทางรพ.ศิริราชได้ทำเรื่องมาขอให้ทางรพ.กล้วยน้ำไทส่งตัวไปให้ จึงได้รับการรักษาโดยใช้สิทธิ 30 บาท ได้

และในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ (เวลา 08.00 – 16.00 น.) ทาง รพ.ศิริราช จะนำรถมาขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือนางสาวฐิติพร ที่บริเวณ โถงชั้น 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยรับบริจาคเลือดได้ทุกกรุ๊ป เพราะสามารถนำไปแลกเป็นกรุ๊ปโอ (กรุ๊ปเลือดของน้อง)กับสภากาชาดได้

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเธอในฐานะ “เพื่อน” หรือไม่ก็ตาม แต่เธอก็เป็น “เพื่อนมนุษย์” ของเราทุกคน

tags: บริจาคโลหิต | เพื่อนมนุษย์

25
ก.ย.
07

แค่เอาราก ไปฝากไว้

มาแล้ว… คำชี้แจงการตัด (เอ๊ะ… มิใช่ซิ ขุดแล้วเอาไปเลี้ยงที่อื่น) ต้นไม้รอบสนามฟุตบอล เพราะกีดขวางการสร้างลานจอดรถใต้ดิน ปรากฎในหน้าเกือบท้ายเล่มของ “บอกเล่าเก้าสิบ” ฉบับ 10 กันยายน 2550 คงอ่านรายละเอียดตรงกันว่า ไม่ได้ตัดนะ… นี่คือรากยุคโพสโมเดิร์น ไม่ต้องยึดกับที่ตายตัว ย้ายไปย้ายมาได้ เอาไปปลูํกที่โน้นสามสี่ปี แล้วก็กระทำการแบบเดียวกันนี่แหละ ขุดล้อมตัดกิ่งก้านเป็นคำรบสอง แล้วยกกลับมาใหม่

น่าสนใจว่า หากชี้แจงอย่างนี้ก็น่าอนุมานว่า ตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นไม้สมควรจะอยู่ตำแหน่งเดิม? แต่เท่าที่เดินดูไม่เห็นมีการมาร์คเครื่องหมายใดที่ลำต้นทั้งสิ้น อ้าว… อย่างนี้ขนไปที่โน้น 30 ต้น แต่ขนกลับมาแค่ 10 ต้น ก็ถือว่าทำถูกต้องตรงตามคำชี้แจงนี้แล้ว

ไม่กลัวว่ามันจะล้มหายตายจากไปบ้างหรือ ถ้าเป็นจริง คงมีการตั้งงบซื้อจากจตุจักรเอาปักแทน แบบสร้างสนามกอล์ฟ มันแต่รอเลี้ยงใหม่ให้โตทำไมกัน เสียเวลา… ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน :)

สังเกตให้ดีว่า เป็นเพียงคำชี้แจงจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นคำชี้แจง “ทางตรง” จากปากผู้บริหาร ไม่มีลักษณะ “ทางการ” อ้างอิงมติที่ประชุมผู้บริหาร ว่ามีขั้นตอนหรือจะจัดการอย่างไร กับไอ้พวกต้นไม้ที่เกะกะขวางทางการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ หรือที่ว่าเมื่อสร้างลานจอดรถเสร็จแล้ว ผิวหน้าด้านบนจะเป็นสนามหญ้าเช่นเดิม ก็ยังสงสัยว่า “สนามหญ้า” มันมีหลายแบบ หญ้าจริงหรือหญ้าเทียม? ฉะนั้น คำชี้แจงที่ปรากฎจึงไม่ผูกมัดผู้บริหารแต่อย่างใด

ประสบการณ์ทางการเมือง สอนให้เราตระหนักว่า อย่าไว้ใจคนมีอำนาจเด็ดขาด

15
ก.ย.
07

เล่นกับไฟ

บริเวณปากประตูใหญ่เข้า-ออกประสานมิตร เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ พื้นที่บริเวณนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางยาวขนานกำแพงสถาบันกับถนน ส่วนหนึ่งสร้างเป็นพลับพลาปูนตั้งพระพุทธรูป ส่วนที่เหลือเป็นลานโล่งปูอิฐบ้าง เป็นพื้นหญ้าบ้าง ตามขอบรูปสี้เหลี่ยมปลูกต้นไม้รายรอบทั้งสี่ด้าน สร้างสเปซใช้งานตรงกลาง ทุกครั้งที่เดินผ่านยังมองอยู่ว่า เป็นสวนที่ดูร่มรื่นไม่น้อย แม้จะอยู่ติดถนนก็ตาม น่าจะจัดงานอีเว้นท์เล็ก ๆ แบบปัญญาชนได้ เช่น เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์สักคน หรืออาจตั้งซุ้มขายกาแฟ พร้อมจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เป็นที่ทำงานของนักศึกษา แต่สุดท้ายก็ได้แค่ฝัน เพราะปัจจุบันได้กลายเป็น บูธขายตั๋ว ไปแล้ว (บางคนคิดว่ารถใต้ดินจะมาจอดตรงนี้ ไม่รู้ว่าสายสีอะไรเนอะ) :)

ทำให้นึกเปรียบเทียบปากทางเข้าสยามสแกวร์เร้ยยย… ถ้านำไฟจราจรและไม้กั้นรถมาตั้งไว้ ก็จะกลายเป็นบูธสำหรับเกิดเงินค่าธรรมเนียมจอดรถ อย่างเป็นระบบระเบียบ อีกไม่นานประสานมิตรจะสามารถรองรับรถยนต์ส่วนบุคคลได้ถึง 800 คันทีเดียว ถือเป็นการลงทุนคุ้มค่าเพื่อพัฒนาการศึกษาระดับชาติทีเดียว ไม่ต่างจากวัดในกรุงเทพฯ เวลานี้ ที่ไล่ที่รื้อสลัมเอาที่ดินวัดคืน มาสร้างที่จอดรถเพื่อหารายได้บำรุงศาสนสถาน

แต่ที่น่าสงสัย ตรงเบื้องบนหลังคาอลูมินั่มทีเห็นเป็นสายสีเหลืองวิ่งผ่านสามเส้น นั่นคือสายไฟฟ้าแรงสูง ถึงแม้จะเป็นสายแบบมีฉนวนหุ้ม แต่ทางมหาวิทยาลัยยังเอาฉนวนหุ้มทับอีกชั้น ส่วนที่เป็นสีเหลืองนั่นแล…

ถามหน่อยว่า ถ้าคุณคิดจะสร้างบ้านจะเลือกทำเลใต้สายไฟฟ้าแรงสูงไหม? ลองนึกว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันสายไฟเกิดขาด ต้องร่วงลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก… ยิ่งช่วงนี้ไว้ใจสภาพธรรมชาติไม่ค่อยได้เสียด้วย เดียวก็แผ่นดินไหว เดียวต้องระวังนั้นนี่ เอาแค่ฝนตกหนักฟ้าคะนองแลบแปร๊บ ไม่ถึงกับต้องขาดหรอกแค่หย่อนลงมาก็หนาวแล้ว เพ่งให้ดีจะตกใจว่าหลังคาบูธน่าจะห่างจากสายไฟไม่หย่อนไม่เกินหนึ่งฟุตสักเท่าไหร่

ความพยายามอันน่าชื่นชมของมหา’ลัย ที่นำฉนวนไปหุ้มเพื่อความปลอดภัยน่าชื่นชมยิ่ง แต่กลับทำให้ตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยไปพร้อมกันด้วย ฉนวนที่มีอยู่เดิมไม่น่าจะปลอดภัยต้องเสริมเพิ่ม แต่ต้องมีคำถามประสาคนไม่รู้ ไม่ได้เกิดมาเป็นวิศวกรว่า แล้วต้องหุุ้มกี่ชั้นถึงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ้็นต์? หุ้มแค่สีเหลืองตามที่เห็นปลอดภัยเพียงพอแล้วหรือ?

แล้วอาจคิดอุตริไปไหลว่า สายไฟนี้เป็นของใคร? มีกฎหมายคุ้มครองไหม? การเอาอุปกรณ์อื่นติดตั้งเพิ่มคงต้องขออนุญาตเจ้าของเรียบร้อยแล้วใช่ไหม? อย่าบอกนะว่าสถาบันเป็นเจ้าของสายไฟแรงสูงทั้งสามเส้นนี้…

ด้วยสามัญสำนึกแห่งความรักตัวกลัวตายย่อมไม่มีใครอยากปลูกบ้านใต้สายไฟฟ้าแรงสูง จึงน่าจะมีกระบวนการแปรสัญชาติญาณนี้เป็นกฎเกณฑ์เพื่อกันภัยไว้ก่อน ไม่ว่าจะในระดับกฎหมายหรือระดับเทศบัญญัติ

จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เรียนโรงเรียนวัดครูมักสอนและยังมีโปสเตอร์แปะประกาศว่า อย่าชักว่าวใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง แต่ตรงนี้ไม่ใช่เด็กชักว่าว เป็นผู้ใหญ่สร้างบ้านทั้งหลัง และต้องมีคนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างในนั้นด้วย

tags: ไฟฟ้าแรงสูง | ประสานมิตร

09
ก.ย.
07

ลิฟต์ออฟมายไลฟ์

ภาพชินตาของมวลชนประสามิตรผู้พึ่งพาขนส่งมวลชน ทั้งลอยฟ้าและใต้ดิน ณ จุดบรรจบสถานีสุขุมวิท-อโศก ปากทางซอยคาวบอย ลิฟต์ตัวนี้ไม่เคยเห็นเปิดใช้บริการแม้แต่ครั้งเดียว ไม่รู้ว่าเสีย ยังไม่ได้ซ่อม หรือแค่เอาประตูมาแปะหลอกชาวบ้าน แต่เจ้าหมาตัวนี้จับจองพื้นที่เป็นเรือนนอนแสนสบาย

tags: รถไฟฟ้า | รถใต้ดิน | หมาข้างถนน

08
ก.ย.
07

พรมลายดอกบนสนามบอล

ภาพทั้งหมดเพิ่งบันทึกช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา (ราวเมษายน) ต้นไม้รอบสนามฟุตบอลงามตาอย่าบอกใครเชียว เมื่อนั้นยังไม่ทราบถึงเมกะโปรเจ็กต์ โชคดีจริงที่วันนั้นพกกล้องติดกระเป๋าไปด้วย เลยกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว

นี่หละเสน่ห์หน้าร้อน ทั้งต้นชมพูพันทิพย์และต้นคูณแข่งกันบาน โชว์สีสด ลมพัดกราวพาดอกพรูปูเป็นพรม แซมใบหญ้าขอบสนามฟุตบอล ใครได้เห็นจังหวะดอกชมพูพันทิพย์ร่วงเป็นสายงดงาม ประหนึ่งม่านน้ำตก เห็นสาวกลุ่มหนึ่งไปยืนใต้ต้น อาศัยม่านดอกชมพูเป็นฉากถ่ายรูป ถ่ายแล้วถ่ายอีก เจ้าดอกไม้ก็ยังไหลไม่รู้จักหยุด เหมือนไม่กลัวว่าจะหมดต้น

ใครไม่เคยเห็น… กำลังอิจฉาคนเคยเห็นอยู่ใช่ไหม… :)

 

08
ก.ย.
07

มารยาท “ประสามิตร”​ ในหอสมุด “ประสานมิตร”

บรรณารักษ์ท่านหนึ่งเปิดประเด็นว่าด้วยมารยาทในการใช้ห้องสมุดไว้น่าสนใจ เชิญคลิ๊ก เชื้อเชิญให้เราต้องหันกลับมาดูตัวเอง ในหอสมุดกลางประสานมิตร มีหลายสิ่งที่น่าหยิบยกขึ้นอภิปรายท้วงติง เพราะสิ่งที่เข้าใจว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” อาจจะใช้ได้แต่เฉพาะหอสมุดที่ประสานมิตรเท่านั้น หากเกิดขึ้นที่อื่นเขาอาจเชิญพวกคุณ… ออก…

(และขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่กำลังจะบรรยายต่อไปนี้ เป็น subjective ของผู้เขียนเพียงผู้เดียว ไม่อาจอ้างเป็นความถูกต้องได้ และพร้อมจะรับฟังความเห็นโต้แย้งในทุกกรณี)

จากประสบการณ์ในหอสมุดของมหาวิิทยาลัยใหญ่ ๆ เชื่อว่า ไม่มีที่ไหนจะหนวกหูเท่าที่ประสานมิตร ลองซาวด์เช็คดูแล้ว ปรากฎว่าไม่พบความต่างเชิงสาระระหว่างหอสมุดกับเบเกอรี่ใต้ตึกไข่ดาว แค่ปรับวอลลุ่มให้ดังสักนิด นั่นหละ…​ เบเกอรี่ดี ๆ นี่เอง แม้จะค่อยกว่า แต่อย่าลืมว่าในห้องสมุดคือพื้นที่ที่เรียกร้องความเงียบเป็นพิเศษ

คุณจะพบเห็นอะไรบ้างในห้องสมุดประสานมิตร

งานกลุ่ม – นักศึกษาไม่ว่าดีกรีไหนไม่เกรงใจที่จะใช้เป็นที่ทำงานกลุ่ม นึกออกใช่ไหนว่างานกลุ่มเขาทำกันอย่างไร และใช้ระดับเสียงแค่ไหน สักวันหนึ่ง โน้ตบุ๊คคงไม่พอกำลัง อาจมีใครยกพริ้นเตอร์ขึ้นไปปริ้นงานกันจะจะ

ติวหนังสือ – แน่นอนว่าติวกับเป็นหมู่คณะ แล้วบรรยากาศการติวหนังสือระหว่างหมู่สหาย เป็นกิจกรรมบันเทิงแค่ไหน แล้วก็มีบ้างที่นักศึกษาป.ตรี รับจ๊อบสอนหนังสือเด็กสาธิตบ้าง ก็พึ่งพาห้องสมุดเป็นห้องเรียน

จริงอยู่ว่ามีห้องทำงานกลุ่มเตรียมไว้เฉพาะ แต่ก็น้อยนิดเดียว แถมยังกักเก็บเสียงหัวเราะเฮฮาเอาไว้ไม่อยู่เสียด้วย ทำให้บรรดาหมู่ชนผู้ใช้เสียงส่วนใหญ่กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด เด็กป.ตรี ดีหน่อย พอข้าพเจ้าถลึงตาใส่ก็รู้สึกสำนึกตัว แต่เจ้าพวกป.โท จำพวกเอ็มบีเอเนี่ยะหละมั้ง ไม่ยักรู้สึกรู้สา แน่นอนว่ากิจกรรมทั้งสองเกี่ยวกับการเรียนและความรู้ ทว่า ห้องสมุดมีเพื่อค้นคว้าหาความรู้เฉพาะตัว เป็นสถานที่ที่สมควรเคารพความเป็นปัจเจกซึ่งกันและกัน

ห้องสมุดมีวินัยไม่ต่างจากคุกหรือค่ายทหาร ต่างแต่ว่าไม่มีใครบังคับให้คุณต้องเข้าห้องสมุด เป็นเสรีภาพของบุคคลที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น ย่อมต้องเคารพระเบียบวินัย ซึ่งเป็นระเบียบวินัยที่อ้างอิงจากปรัชญาของห้องสมุดเอง

ทราบมาว่าที่หอสมุดกลางของจุฬาฯ ถ้าบรรณารักษ์เห็นนักศึกษาคนไหนใช้ห้องสมุดเป็นที่สอนหนังสือเด็กนักเรียน จะถูกเชิญออกทันที เพราะเขาสงวนที่ไว้สำหรับคนที่ต้องการศึกษาค้นคว้าจริง ๆ รู้จักหารายได้พิเศษไม่ต้องพึ่งเงินบุพการีเป็นเรื่องน่าชมเชย แต่สมควรทำที่อื่นไม่ใช่ในห้องสมุดสาธารณะ

ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกวันนี้ ห้องสมุดทุกแห่งโอนอ่อนตามยุคสมัย จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นโชว์รูมโน้ตบุ๊ค ใครจะหาปลั๊กไฟเสียบ มีบริการแน่นอนในห้องสมุด ไม่แปลกหรอกกับเสียงเปิด-ปิดเครื่องหรือวินโดว์ แต่ที่ข้าพเจ้าพบครั้งหนึ่ง คนคนนั้นเกิดอะไรไม่ทราบ เครื่องของเขาส่งเสียง “เคล้ง” “เคล้ง” “เคล้ง” หลายสิบรอบ กินเวลาร่วมชั่วโมง คงคิดว่าไอ้เสียงเตือน error ของวินโดว์มันไพเราะเสียเต็มประดา พระเจ้าช่วย… ช่วยปิดเสียงมันหน่อยได้ไหมว่ะ… โชคดีที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เลยได้แต่หอบข้าวของย้ายที่หนีไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาจริง… คงมีเรื่อง…

แต่จะว่าไปแล้ว การกล่าวหาแต่นักศึกษาฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก ทำไมกิจกรรมอันไม่สมควรถึงไปอยู่ในห้องสมุดได้?

ก็เพราะว่าไม่มีที่ทางสำหรับเรื่องพวกนี้ ไม่รู้ว่ามหา’ลัยนี้มันเป็นบ้าอะไรกัน ตกเย็นเสร็จสิ้นคาบเรียนก็ปิดห้องปิดตึกลั่นกุญแจ นักศึกษาจะไปหาโต๊ะหาเก้าอี้ที่ไหน มหา’ลัยนี้ลงทุนก่อสร้างมากมาย แต่แค่จัดหาโต๊ะเก้าอี้ที่ทำงาน… ขอโทษเหอะ สิบกว่าปีที่ผ่านมามีเท่าไหร่ก็เท่านั้น แถมไอ้ที่มีอยู่น้อยนิดก็มืดสนิทไม่มีไฟฟ้า

ที่น่าเวทนาอย่างเห็นได้ชัดก็พวกเด็กศิลปกรรม มีที่ทำงานโก้หรูเป็นพลาซ่าทีเดียว แต่โทษเหอะ… ตกเย็นก็ปิดประตูลงกลอน นักเรียนศิลปะต้องการพื้นที่ทำงานมากกว่าสาขาอื่นไม่ใช่หรือ… กลับต้องเร่ร่อนหอบงานมานั่งทำหน้าห้องสมุดที่เข้าใจดีเปิดไฟสว่าง แต่ก็ไม่พอ เห็นเด็กหลายคนก็หอบกระดานรองเขียน กระดาษ สี มานั่งระบาย นั่งตัดปะ กันเป็นกลุ่มในห้องสมุด กลัวว่าคณะตัวเองจะสกปรก เลยปล่อยให้เด็กมาทำสกปรกข้างนอก ฉลาดจัง…

พอตกเย็น ก็เหมือนกับว่าย่อมหาวิทยาลัยทั้งหมดมายัดไส่ไว้ในตึกหกชั้น แล้วมันจะไม่หนวกหูได้อย่างไรกัน

ข้าพเจ้าคิดว่าหอสมุดประสานมิตรรับภาระหน้าที่หนักเกินความจำเป็น ฟังก์ชั่นอันเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานตอบสนองวิถีวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยก้นซอยแห่งนี้

tags: ห้องสมุด | มารยาท | การใช้ห้องสมุด

05
ก.ย.
07

บอกลาด้วยภาพและคำ

อำลาต้นไม้รอบสนามฟุตบอลประสานมิตร ด้วยภาพมุมกว้างฝีมือคุณ Siripen เจ้าของบลอก บนโลกใบหนึ่ง มันก็ยังมีโลกอีกใบ ยังมีภาพประทับใจในอัลบัมของเธออีกหลายภาพ เชิญชมได้ ขอบอกว่าฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว เข้าใจเฟ้นหามุมมองมาถ่ายทอด เอาดีทางงานภาพแลนด์สเคปได้สบาย

แต่ความประทับใจหาใช่แค่นั้น คำอำลาอาลัยของเธอสะท้อนอารมณ์รู้สึก จับใจไม่แพ้ภาพ ขออนุญาตคัดมาประกาศ ณ ที่นี้:

ถ่ายไว้เมื่อปี ‘49 มุมสวยๆ ที่เคยเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ แต่ตอนนี้ต้นไม้สวยๆ บรรยากาศดีๆ ไม่มีอีกแล้ว เพราะมันโดนตัดเคลื่อนย้ายไปที่อื่นแล้ว น่าเสียดายจัง มีต้นไม้เยอะๆ มันก็ดีอยู่เเล้วนะ แต่เพื่อความเจริญทางวัตถุและสิ่งอำนวยความสะดวก จึงต้องเสียต้นไม้ใจดีที่เราเคยอาศัยร่มเงาของเค้าไป จริงๆ แล้วพื้นที่ใกล้สนามบอลเป็นที่พักผ่อนไม่เฉพาะคนใน มศว เท่านั้น ยังมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในละเเวกนี้เข้ามานั่งเล่นเป็นครอบครัว มีน้องหมาน่ารักๆ มาออกกำลังกาย ผู้คนมากมายที่รักสุขภาพวิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ โดยไม่ต้องเสียเงินให้พวกกิจการฟิตเน็ต (เราเลยต้องไปเสียตังค์เข้าฟิตเนสเลย…แป๋ววว..) คิดถึงบรรยากาศดีๆ เดิมๆ จังเห็นเเล้วเราก็พลอยอดหดหู่ใจไม่ได้…. ต้นไม้กูอยู่ไซ !!!….(ไม่ใช่ช้างกูอยู่ไหนน๊ะ..555)

บางตอนที่ Siripen บันทึก ทำให้ฉุกย้อนไปกว่า 15 ปี นับแต่เรายังละอ่อนปีหนึ่ง เห็นคุณน้าหญิงอินเดียสี่ซ้าห้าคน ไม่ต้องสวมชุดวอร์มเสื้อกีฬาหรู พวกเธอสวมห่มชุดประจำชาติสาหรี่ (ใช่ป่าวว่ะ) สวมรองเท้าผ้าใบทะมัดทแมง เดินออกกำลังรอบสนามฟุตบอล เหยียบย่ำพื้นดินแผ่นหญ้าวันละเป็นสิบเป็นร้อยรอบ สิบกว่าปีผ่านไป หน้าตาพวกเธอยังพิมพ์เดิมไม่เปลี่ยน ไม่รู้สึกว่าแก่วัยขึ้นแต่อย่างใด มาวันนี้ กลับต้องเดินย่ำบนพื้นปูน

ใช่แล้ว “ความเจริญทางวัตถุและสิ่งอำนวยความสะดวก”

ไม่มีอีกแล้ว… ไม่มี… :(

04
ก.ย.
07

โหยหาธรรมชาติ

ในขณะที่คนงานกำลังริดใบตัดกิ่ง ต้นไม้รอบสนามฟุตบอลประสานมิตร แล้วขุดยกไปที่อื่น เพื่อเปิดงานก่อสร้างลานจอดรถใต้ดินอันอัครฐาน หรือพูดให้ง่ายว่า “ตัดทิ้ง” จากที่ที่มันเคยยืนต้นอยู่ชั่วชีวิต น้องนักศึกษากลุ่มหนึ่ง คงสังกัดชุมนุมอนุรักษ์ฯ ของมหาวิทยาลัย กำลังจัดงานรำลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร อย่างขมักเขม้น ณ ลานหน้าหอสมุด แบบว่า… คงเป็นห่วงโลกร้อน

เราโหยหาบางสิ่งที่ไกลตัวเกินไปหรือเปล่า? หันมาหมกหมุ่นกับสิ่งรอบตัวบ้างจะดีกว่าไหม?

…จบข่าว และ …จบเห่

tags: สืบ นาคะเสถียร | ชมรมอนุรักษ์ | กิจกรรมนักศึกษา

01
ก.ย.
07

ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี…

ค้นเจอโดยบังเอิญ… ทำให้เห็นสายตาของคนนอกที่มอง มศว.ประสานมิตร ว่างดงามแค่ไหน

เขาตั้งชื่อสุดแสนจะบาดใจในยามนี้ว่า “วิวสวย ๆ ที่ มศว. ประสานมิตร” :( เชิญคลิ๊กลิงก์ตามไปดูได้

http://www.mdcu47.net/question.asp?gid=382

เข้าใจว่าภาพชุดนี้ถูกบันทึกตอนหน้าร้อนพอดี ต้นชมพูพันทิพย์ถึงได้แตกช่อสะพรั่ง

หน้าร้อนแม้จะร้อน แต่ลมร้อนก็ช่วยพัดกิ่งก้านให้ไกวไสว ดอกไม้สีสันจัดจ้านโยกส่ายยั่วตามนุษย์
จากนั้นก็ร่วงพรูปูเป็นพรมดอกไม้บนพื้นดิน รวมทั้งพื้นสนามหญ้าแห่งประสานมิตรด้วย

แต่ต่อไปนี้ ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี…




 

กันยายน 2007
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

Blog Stats

  • 6,211 hits